การปลูกสร้างบ้านเรือนขึ้นใหม่ ในจังหวัดเชียงใหม่ รากฐานเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงมากที่สุด แต่รากฐานที่ใช้กันในปัจจุบันมีทั้งรากฐานแผ่ และการตอกเสาเข็ม วันนี้เราจะลองมาศึกษา ทั้ง รากฐานไปด้วยกัน เพื่อนำไปเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม
โดยลักษณะฐานรากจะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ
ฐานรากตื้น (Shallow Foundation) จะเป็นรากฐานที่ไม่ต้องมีเสาเข็มมาช่วยรองรับน้ำหนัก เพราะเนื้อดินในบริเวณที่ก่อสร้างมีความหนาแน่น และแข็งแรงมากเพียงพอต่อการรองรับน้ำหนักได้ดี โดยระยะของฐานรากถึงผิวดินจะอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 เมตร เพราะใช้กับสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ต้องรองรับน้ำหนักมากนัก
ฐานรากลึก (Deep Foundation) ต้องมีการตอกเสาเข็ม เพราะเนื้อดินมีความหนาแน่นต่ำ ทำให้มีโอกาสที่ดินจะเคลื่อนตัวได้ง่าย การตอกเสาเข็มจะช่วยให้ฐานรากถ่ายน้ำหนักลงดินได้ง่ายมากขึ้น โดยระยะความลึกเสาจะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของดินในพื้นที่หน้างาน และน้ำหนักของตัวอาคาร
ซึ่งเสาเข็มจะมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ
เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง (Prestressed Concrete Pile) เป็นเสาเข็มที่นิยมนำมาใช้กับการก่อสร้างบ้านและอาคาร เพราะเสาเข็มคอนกรีตเป็นแบบสำเร็จรูป โดยทำจากปูนซีเมนต์ที่สามารถแข็งตัวได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับโครงเหล็กอัดแรงสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับน้ำหนัก
เสาเข็มเจาะ (Bored Pile) จะใช้กับสิ่งปลูกสร้างหรืออาคารที่มีพื้นที่อย่างจำกัด เพราะไม่ต้องการให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อพื้นที่ใกล้เคียงมากที่สุด ซึ่งวิธีในการติดตั้งจะต้องทำการเจาะดินลงไปก่อน หลังจากนั้นวางโครงเหล็กและเริ่มทำการเทคอนกรีตลงไป
เสาเข็มกลมแรงเหวี่ยงอัดแรง (Prestressed Concrete Spun Pile) มักจะนำไปใช้กับประเภทอาคารที่มีความสูง เพราะใช้คอนกรีตอัดแรงหล่อขึ้นมา จึงทำให้มีความหนาแน่นสูงมากกว่าคอนกรีตหล่อทั่วไป โดยลักษณะของเสาเข็มจะเป็นทรงกลมและมีรูกลวง ช่วยรองรับน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยม
ซึ่งในการสร้างบ้านในแต่ละครั้งจึงต้องมีการตอกเสาเข็ม และเสาเข็มที่มักจะใช้กับบ้านส่วนใหญ่ จะเป็นเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง โดยระดับความลึกเสาจะขึ้นอยู่ความเหมาะสมของเนื้อดินในพื้นที่หน้างานที่ทางวิศกรได้ทำการทดสอบ เพื่อหาความมั่นคงในการรับน้ำหนักของตัวบ้านได้อย่างเหมาะสม และราคาเสาเข็มเชียงใหม่ ในปัจจุบัน ไม่ได้มีราคาที่สูงมาก จึงสามารถเป็นทางเลือกที่ดีให้กับบ้านของเราได้อย่างสบายใจ
ดังนั้นการสร้างบ้านใหม่ เพื่อความปลอดภัยในอนาคต ควรต้องมี การตอกเสาเข็ม เพื่อเป็นการป้องกันภัยในอนาคต อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น น้ำท่วมแผ่นดินไหว ดินทรุดตัว แต่บ้านและทรัพย์สินของเรายังคงปลอดภัยเพราะมีการวางแผนที่ดี และเลือกสิ่งที่ดีในการเป็นฐานรากของบ้านที่มั่นคง และปลอดภัย
